วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์

โจเซฟ สตาลิน



 


โจเซฟ สตาลิน เป็นผู้นำของสหภาพโซเวียต ตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1920 ถึง ค.ศ. 1953 และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต (ค.ศ. 1922-1953) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เปรียบได้กับหัวหน้าพรรค
สตาลินสืบทอดอำนาจจาก วลาดิมีร์ เลนิน และนำโซเวียตก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นหนึ่งในขั้วอำนาจในการทำสงครามเย็นกับสหรัฐอเมริกา
ประวัติ
โจเซฟ สตาลิน ไม่ใช่ชื่อจริงของเขา ชื่อนี้เขาตั้งขึ้นมาเองขณะทำงานให้พรรคคอมมิวนิสต์ (stalin ในภาษารัสเซียแปลว่า เหล็กกล้า) เขาเกิดที่ รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐของจักรวรรดิรัสเซียสมัยนั้น เป็นลูกของช่างทำรองเท้า สตาลินหนีออกจากบ้านหลังจากทะเลาะกับบิดาแล้วถูกตบด้วยรองเท้า
ในช่วงปี 1900 สตาลินเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และปล้นธนาคารในบ้านเกิดของเขาเอง เพื่อเอาเงินไปสนับสนุนพรรค แต่เขาถูกจับได้และถูกเนรเทศไปอยู่ไซบีเรีย บ้างก็ว่าสมัยเขาอยู่จอร์เจียเขาได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่ง(ไม่มีบันทึกชื่อในประวัติศาสตร์)และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน เมื่อสตาลินกลับมาจากไซบีเรียเขาได้ทำงานให้พรรคคอมมิวนิสต์ต่อและตำแหน่งการงานก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เขาเป็นคนมีความมักใหญ่ไฝ่สูงมาก จน เลนิน ก็รู้สึกกลัวคนๆนี้ เพราะเขาเป็นคนไม่มีการศึกษา กิริยาท่าทางก็หยาบคาย แต่ความก้าวหน้าของเขาเป็นได้จากความจงรักภักดีต่อพรรคของเขานั้นเอง ช่วงราว 1910-1920 นี้เอง สตาลิน แต่งงานแบบมีบันทึกในประวัติศาสตร์ มีลูกชาย 1 คน(ต่อมาทำหน้าที่เป็นนักบินในสงครามโลกครั้งที่ 2) และลูกสาวอีก 1 คน(ชื่อ สเวตลาย่า ต่อมาแต่งงานกับยิวและลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในอเมริกาหลังสตาลินตาย)
เมื่อเลนินตายปี 1923 เขาเสนอชื่อชื่อตัวเองเข้ารับตำแหน่งประธานพรรคคอมมิวนิสต์ตอนนั้นคู่แข่งของเขาคือ ลีออง สตรอยคอฟ ลังเลเพียงเสี้ยวนาทีในการตัดสินใจเสนอชื่อตนเอง ลีออง เลยต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ เม็กซิโก เพื่อรักษาชีวิตตนเอง แต่เขาก็ถูกสตาลินส่งคนไปฆ่า ในปี 1940 ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่ง ผู้นำของสหภาพโซเวียต เขาถูกเรียกว่า บิดาแห่งชาวสหภาพโซเวียตทั้งปวง เมื่อศาสนาเป็นสิ่งผิดกฎหมายในรัฐคอมมิวนิสต์ บทบาทของพระเจ้าก็ถูกเล่นโดยสตาลิน เขานำระบบ คอมมูน มาใช้ ทุกคนถูกห้ามมีทรัพย์สินส่วนตัว ทุกอย่างรวมทั้งตัวบุคคลเป็นของพรรคหรือคอมมูน ผู้ต่อต้านถูกส่งไปค่ายกักกันและเสียชีวิตราว 10 ล้านคน ไมมีการสำรวจประชากรว่าระหว่างเขาเป็นผู้นำประชากรโซเวียตลดไปเท่าไร ในช่วงที่มีการปฏิวัติระบบ นารวม มีคนอดตายอีกเป็นล้านๆ คน เมื่อ สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นกับรัสเซีย ปี 1941-1945 เขานำโซเวียตชนะสงคราม โดยประชาชนเสียชีวิต 20 ล้านคน ทหารเสียชีวิต 10 ล้านคน เขาสั่งพัฒนาประเทศต่อไปอย่างไม่รีรอ
เขาเสียชีวิตในปี 1953 ด้วยเส้นเลือดในสมองแตกขณะเถียงกับ ครุฟซอฟ เรื่องเนรเทศยิวกลุ่มใหม่ไปไซบีเรีย งานศพของเขา มีคนเหยียบกันตายราว 3000 คน หลังสตาลินตาย ครุฟซอฟ ผู้นำคนใหม่ได้ผ่อนคลายความเข้มงวดในระบบสตาลินลง พร้อมทั้งประนามขุดขุ้ยความโหดร้ายของเจ้านายคนเก่าของเขา จนในที่สุดทุกๆที่ ที่มีรูปปั้นสตาลินถูกทุบทิ้ง เพลงชาติถูกลบชื่อของเขาออก ศพของเขาถูกย้ายจากข้างๆ เลนิน ไปฝังอยู่ในกำแพงวังเครมลิน

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์



ดร.เอ็มเบดการ์

ผู้ปลุกมโนธรรมสำนึกของสังคมฮินดู


"เกียรติคุณของ ดร.เอ็มเบดการ์ จะต้องถูกจดจำรำลึกถึงต่อไปตราบนานเท่านาน
 ในฐานะที่ท่านเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อล้มล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู
 ดร.เอ็มเบดการ์ ต่อสู้กับสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าจำเป็นจะต้องต่อสู้


เยาวหราล เนห์รู อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษของอินเดีย
การแบ่งประชาชนออกเป็น 4 วรรณะ คือ 



1.วรรณะกษัตริย์ ทำหน้าที่ปกครองและเป็นนักรบ 

2.วรรณะพราหมณ์ ทำหน้าที่ทางศาสนาและเป็นครูบาอาจารย์ 

3.วรรณะแพศย์ ทำหน้าที่ค้าขายและกสิกรรม 
4.วรรณะศูทร ทำหน้าที่เป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงาน 

วรรณะทั้ง 4 นี้เรียกว่าเป็นพวก 'สวรรณะ' (คนมีวรรณะ) นับว่ายังมีเกียรติมีฐานะในสังคมอินเดียเหมือนคนปกติทั่วไป
นอกจากวรรณะทั้ง 4 นี้ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพระเจ้าของศาสนาฮินดูไม่ยอมจัดให้สังกัดในวรรณะใด
คนทั่วไปจึงเรียกพวกเขาว่าเป็นพวก 'อวรรณะ' (คนนอกวรรณะ) คนอวรรณะเหล่านี้อาจเรียกว่าเป็นวรรณะที่ 5 ก็ได้
พวกอวรรณะมีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อ คือจัณฑาล, หริชน, หินชาติ, ปาริหะ, ปัญจมะ, มาหาร์, อธิศูทร เป็นต้น
คนนอกวรรณะเหล่านี้ยังแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยได้อีก คือ

1.พวกที่แตะต้องไม่ได้ (Untouchables) 
2.พวกที่เข้าใกล้ไม่ได้ (Unapproachables)
3.พวกที่มองดูไม่ได้ (Unseeables) 

พวกนอกวรรณะเหล่านี้มีสถานภาพไม่ต่างอะไรกับทาส หรือสัตว์ดิรัจฉานชนิดหนึ่งในสายตาของคนในวรรณะทั้ง 4 ข้างต้น
สำหรับคนนอกวรรณะอย่างพวกเขาแล้ว ไม่มีสิทธิอะไรในทางสังคมนอกจากเกิดมาเพื่อทำหน้าที่เป็น 'ข้าช่วงใช้' หรือ 'แรงงานทาส'
ของคนในวรรณะเท่านั้น อาชีพสำหรับพวกเขาก็คือ งานที่เกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งสกปรกโสโครกทั้งปวง เช่น กวาดถนน ขนขยะ ล้างท่อ
ฟอกหนัง กรรมกร เป็นอาทิ ที่อยู่อาศัยของพวกเขาก็ต้องแยกออกมาต่างหากจากคนในวรรณะ และที่ที่เหมาะสำหรับพวกนอกวรรณะก็คือ
ข้างกองขยะ แหล่งชุมชนแออัด หรือย่านคนจนที่อยู่ห่างไกลออกไปจากคนในวรรณะ 

บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์



  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช 

พระราชประวัติ


                         สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กับพระอัครมเหสี  ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๕  เมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงได้รับการศึกษาทั้งด้านวิชาการ การกีฬา การล่าสัตว์  การขี่มา ขี่ช้าง และการแข่งเรือ  พระองค์มีแม่นม ๒  คน คอยดูแลอภิบาล  คือ  เจ้าแม่วัดดุสิตซึ่งเป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก)  และเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ราชทูตผู้มีชื่อเสียง แม่นมอีกคนหนึ่ง เป็นมารดาของพระเพทราชา พ.ศ. 2198   พระเจ้าปราสาททองประชวรหนักจึงทรงมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าชัย พระโอรสองค์โต ซึ่งประสูติจากพระสนม เจ้าฟ้าชัยครองราชย์ได้ประมาณหนึ่งปี   ก็ถูกปลงพระชนม์โดยพระศรีสุธรรมราชา พระเจ้าอา พระอนุชา จากนั้นพระศรีสุธรรมราชาก็ขึ้นครองราชย์  และแต่งตั้งให้พระนารายณ์เป็นพระมหาอุปราชวังหน้า   หลังจากนั้นประมาณ  ๒  เดือนพระนารายณ์ก็ได้ปลงพระชนม์สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา  เนื่องจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาคิดจะเอาเจ้าฟ้าหญิงศรีสุวรรณหรือพระกนิษฐภคินีร่วมพระชนนีของพระนารายณ์มาเป็นพระชายา  หลังจากนั้นพระนารายณ์ก็เสด็จขึ้นครองราชย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๔ ของพระราชวงศ์ปราสาททอง  ใน พ.ศ. ๒๑๙๙  ขณะพระชนมายุได้ ๒๕ พรรษา  ทรงพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ์  แต่คนทั่วไปนิยมเรียก  สมเด็จพระนารายณ์  กรุงศรีอยุธยาในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  มีความเจริญรุ่งเรืองมาก  


พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

              - การลดส่วยและงดเก็บภาษีอากรจากราษฎรเป็นเวลา ๓ ปีเศษ
                       - การประกาศใช้กฎหมายพระราชกำหนดและกฎหมายเพิ่มเติมลักษณะรับฟ้อง
                       - การส่งเสริมงานด้านวรรณกรรม  หนังสือที่แต่งในสมัยนี้  เช่น  สมุทรโฆษคำฉันท์ โคลงทศรถสอนพระราม  โคลงพาลี-สอนน้อง  โคลงราชสวัสดิ์  เพลงพยากรณ์กรุงเก่า  เพลงยาวบางบท  รวมถึงวรรณกรรมชิ้นสำคัญ  คือ  โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ นับเป็น  ยุคทองแห่งวรรณกรรม  ของไทยยุคหนึ่ง  
                       การทำศึกสงครามกับเชียงใหม่และพม่า พ.ศ.๒๒๐๓  และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ ลงมาอยุธยาด้วย 
                       - ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศนั้น  เจริญรุ่งเรืองมาทั้งประเทศตะวันออก เช่น จีน อินเดีย และประเทศตะวันตกที่สำคัญ ได้แก่ โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส  ทั้งด้านการเชื่อมสัมพันธไมตรีและการป้องกันการคุกคามจากชาติต่างๆ เหล่านี้จากพระราชกรณียกิจต่างๆ ดังกล่าว  จึงทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น มหาราช พระองค์หนึ่ง อีกทั้งในรัชสมัยของพระองค์ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคสำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมยุคหนึ่งด้วย  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๒๓๑  ที่เมืองลพบุรี ราชธานีแห่งที่สองที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น 




บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์


สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือพระเจ้ากรุงธนบุรี  พระราชสมภพ ณ วันอาทิตย์  เดือน 5 ขึ้น 15 ค่ำ ปีขาล จุลศักราช 1096 ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พ.2277 ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา มีพระนามเดิมว่า สิน (หลักฐานจีนเรียก  เซิ้นเชิ้น ชิน หรือ สินบิดาชื่อนายไหฮอง (หลักฐานจีนเรียก  เซิ่น หยง หรือ เซ่นยัง มาจากเมืองเฉาโจว แซ่แต้ เมื่อถึงเมืองไทยเปลี่ยนชื่อเป็น ยั้งเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย  มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์  มารดาชื่อ  นกเฮี้ยง ต่อมาได้สถาปนาขึ้นดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมพระเทพามาตย์  หลักฐานจีนเรียก ลั่วยั้ง หรือนางนกยางตั้งบ้านเรือนตรงหน้าบ้านเจ้าพระยาจักรีสมุหนายกครั้งนั้น


            เมื่อยังทรงพระเยาว์  เจ้าพระยาจักรีได้ขอเอาไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมและได้ตั้งชื่อว่า สิน พออายุได้ 9 ปี  เจ้าพระยาจักรีได้นำไปฝากให้เล่าเรียนหนังสืออยู่ในสำนักของอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส เรียนหนังสือขอมไทยจนจบบริบูรณ์ แล้วเรียนคัมภีร์พระไตรปิฏก
             ครั้นอายุได้ 13 ปี  เจ้าพระยาจักรีได้นำเข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระบรมโกศ  รับราชการอยู่เวรหลวงนายศักดิ์ ระหว่างนี้ได้ศึกษาภาษาจีน ภาษาญวน ภาษาแขก จนสามารถพูดได้สามภาษาอย่างคล่องแคล่ว
            ครั้นอายุได้ 21 ปี  เจ้าพระยาจักรีได้จัดการอุปสมบทอยู่ในสำนักอาจารย์ทองดี ณ วัดโกษาวาส อุปสมบทอยู่ 3 พรรษา  แล้วจึงลาสิกขากลับเข้ารับราชการตามเดิม  ได้รับตำแหน่งเป็นมหาดเล็กรายงาน
            ในปี พ.2301  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต  พระที่นั่งสุริยามรินทร์สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ )  ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เป็นข้าหลวงเชิญท้องตราขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ  ต่อมาจึงโปรดเกล้าฯ  ให้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก  (ในขณะที่รับราชการอยู่เมืองตากนั้น  ได้มีนายทองดี  เข้าราชการเป็นทหารคู่ใจ  ภายหลังพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิชัยดาบหัก)  ต่อมาเจ้าเมืองตากถึงแก่กรรมลง  จึงทรงโปรดให้เลื่อนขึ้นเป็น  พระยาตาก
            ในปี พ.2308  พม่าได้นำกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา  พระยาตากได้มาช่วยทำการสู้รบกับข้าศึกด้วยความเข้มแข็ง  มีความดีความชอบมาก  จึงโปรดให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น  พระยาวชิรปราการ  ผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชร  แต่ยังมิทันได้ออกไปครองเมือง  ด้วยติดพันกับการทำศึกกับพม่าอยู่  ระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น  พระยาวชิรปราการ (สิน)  ทำการสู้รบอย่างเข้มแข็งและสามารถรบชนะพม่าหลายต่อหลายครั้งก็ตาม  แต่ก็มีสาเหตุที่ทำให้ท่านเกิดความท้อแท้ใจ  อันเกิดจากการอ่อนแแอของผู้บัญชาการและขาดการประสานงานที่ดีระหว่างแม่ทัพนายกองต่าง ๆ เช่น
        ครั้งแรก  พระยาตากคุมทหารออกไปรบนอกเมือง  และสามารถทำการรบมีชัย  ยึดค่ายจากพม่าได้  แต่ทางผู้รักษาพระนครไม่ส่งกำลังหนุนออกไปให้  พระยาตากต้องเสียค่ายคืนให้แก่ข้าศึกไป  จึงทำให้พระยาตากเสียกำลังใจในการทำงานเป็นอันมาก
         ครั้งที่สองพระยาตากได้รับบัญชาให้ยกทัพเรือออกไปรบพร้อมกับพระยาเพชรบุรี   ครั้นยกออกไปถึงแล้ว  พระยาตากเห็นว่าพม่ามีกำลังเหนือมากกว่านัก  จึงห้ามพระยาเพชรบุรีมิให้ออกรบ  แต่พระยาเพชรบุรีไม่เชื่อฟัง  ขืนออกรบจนได้  จึงพ่ายแพ้แก่ข้าศึกจนตัวตายในที่รบ พระยาตากจึงถูกกล่าวหาว่าทิ้งให้พระยาเพชรบุรีเป็นอันตราย
          ครั้งที่สาม  ก่อนเสียกรุงประมาณ 3 เดือน  พม่ายกเข้าปล้นพระนครทางด้านที่พระยาตากรักษาการณ์อยู่  พระยาตากเห็นเป็นการจวนตัว  จึงใช้ปืนใหญ่ยิงขัดขวาง  โดยมิทันได้ขออนุญาตจากศาลาลูกขุนเสียก่อน  จึงถูกฟ้องและถูกชำระโทษ  แต่หากที่พระยาตากได้ปฏิบัติราชการมีความชอบมากจึงได้รับการภาคทัณฑ์ไว้
            เมื่อพระยาวชิรปราการ (สิน)  เล็งเห็นว่าถึงแม้จะอยู่ช่วยรักษาพระนครต่อไปก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด  พม่าก็ตั้งล้อมพระนครกระชั้นเข้ามาทุกขณะจนถึงคูพระนครแล้ว  กรุงศรีอยุธยาคงไม่พ้นเงื้อมมือพม่าเป็นแน่แท้  ไพร่ฟ้าข้าทหารในพระนครก็อิดโรยลงมาก  เนื่องจากขัดสนเสบียงอาหาร  ทหารไม่มีกำลังใจในการสู้รบ  ดังนั้นพระยาวชิรปราการ  (สินจึงตัดสินใจร่วมกับพระยาพิชัยอาสา  พระเชียงเงิน  หลวงพรหมเสนา  หลวงราชเสน่หา  ขุนอภัยภักดี  และพรรคพวกรวม  500  คน  ยกกำลังออกจากค่ายวัดพิชัย  ตีฝ่าพม่าไปทางทิศตะวันออก  เวลาค่ำในวันเสาร์  เดือนยี่  ขึ้น 4 ค่ำ ปีจอ พ.2309  ตรงกับวันที่  3  มกราคม  พ..  2309 
          ทัพพม่าได้ส่งทหารไล่ติดตามพระยาวชิรปราการ (สินและพรรคพวกมาทันกันในวันรุ่งขึ้นที่  บ้านโพธิ์สังหาร  พระยาวชิรปราการได้นำพลทหารไทยจีนเข้ารบกับทหารพม่าเป็นสามารถจนทหารพม่าแตกพ่ายไป  และยังได้ยึดเครื่องศาตราวุธอีกเป็นจำนวนมากแล้วออกเดินทางไปตั้งพักที่ บ้านพรานนก เพื่อหาเสบียงอาหาร  ระหว่างที่ทหารพระยาวชิรปราการหาเสบียงอาหารอยู่นั้น  ได้พบทัพพม่าจำนวนพลขี่ม้าประมาณ 30 ม้า  พลเดินเท้าประมาณ 2,000 คน  ยกทัพสวนทางมาจากบางคาง  เขวงเมืองปราจีนบุรี  เพื่อเข้ารวมพลตีกรุงศรีอยุธยาในโอกาสต่อไป  ทหารพระยาวชิรปราการจึงหนีกลับมาที่บ้านพรานนก  โดยมีทหารพม่าไล่ติดตามมาอย่างกระชั้นชิดและชะล่าใจ   พระยาวชิรปราการจึงให้ทหารซึ่งเป็นพลเดินเท้าแยกออกเป็นปีกกาเข้าตีโอบพม่าทั้งสองข้าง  ส่วนพระยาวชิรปราการกับทหารอีก 4 คน  ก็ขี่ม้าตรงเข้าไล่ฟันทหารพม่าซึ่งนำทัพมาอย่างไม่ทันรู้ตัวก็แตกร่นไปถึงพลเดินเท้า  พวกทหารพระยาวชิรปราการได้ทีเข้ารุกไล่ฆ่าฟันทหารพม่าจนแตกพ่ายไป  การชนะในครั้งนี้ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้ทหารพระยาวชิรปราการเป็นอย่างมากในโอกาสสู้รบกับพม่าในโอกาสต่อไป
          พวกราษฎรที่หลบซ่อนเร้นพม่าอยู่ได้ทราบกิติศัพท์การรบชนะของพระยาวชิรปราการ (สินต่อทหารพม่าต่างก็พากันมาขอเข้าเป็นพวก  และได้เป็นกำลังสำคัญในการเกลี้ยกล่อมผู้ที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้านายซ่องต่าง ๆ มาอ่อนน้อม  ขุนชำนาญไพรสณฑ์และนายกองช้างเมืองนครนายกมีจิตสวามิภักดิ์  ได้นำเสบียงอาหารและช้างม้ามาให้เป็นกำลังเพิ่มขึ้น  ส่วนนายซ่องใหญ่ซึ่งมีค่ายคูยังทะนงตนไม่ยอมอ่อนน้อม  พระยาวชิรปราการก็คุมทหารไปปราบจนได้ชัยชนะ  แล้วจึงยกทัพผ่านเมืองนครนายกข้ามลำน้ำเมืองปราจีนบุรีไปตั้งพักที่ชายดงศรีมหาโพธิ์ข้างฟากตะวันตก
            ทหารพม่าเมื่อแตกพ่ายไปจากบ้านพรานนกแล้วก็กลับไปรายงานนายทัพที่ตั้งค่าย ณ ปากน้ำเจ้าโล้  เมืองฉะเชิงเทรา  ซึ่งกองทัพพม่ากองสุดท้ายที่รวบรวมกำลังกันตั้งทัพบก  ทัพเรือไปรอดักพระยาวชิรปราการอยู่ ณ ที่นั้น  และตามทัพพระยาวชิรปราการทันกันที่ชายทุ่ง  พระยาวชิรปราการเห็นว่าจะต่อสู้ข้าศึกซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้  อีกทั้งมีกำลังน้อยกว่ายากที่จะเอาชนะแก่พม่าได้  จึงเลือกเอาชัยภูมิพงแขมเป็นที่กำบังแทนแนวค่าย  และแอบตั้งปืนใหญ่น้อยรายไว้หมายเฉพาะทางที่จะล่อพม่าเดินเข้ามา  แล้วพระยาวชิรปราการก็นำทหารประมาณ 100 คนเศษคอยรบพม่าที่ท้องทุ่ง  ครั้นเมื่อรบกันสักพักหนึ่งก็แกล้งทำเป็นถอยหนีหนีเข้าไปในช่องพงแขมที่ตั้งปืนใหญ่เตรียมไว้  ทหารพม่าหลงกลอุบายรุกไล่ตามเข้าไปก็ถูกทหารไทยระดมยิงและตีกระหนาบเข้ามาทางด้านหน้า ขวา และซ้าย จนทหารพม่าไม่มีทางจะต่อสู้ได้ต่อไปทำให้ทหารพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก  ที่รอดตายต่างถอยหนีอย่างไม่เป็นกระบวน  ก็ถูกพระยาวชิรปราการนำทหารไล่ติดตามฆ่าฟันล้มตายอีก  นับตั้งแต่นั้นมา  ทหารพม่าก็ไม่กล้าจะติดตามพระยาวชิรปราการอีกต่อไป
          
  เมื่อพระยาวชิรปราการ (สิน)  ได้ชัยชนะพม่าแล้วได้ยกทัพผ่านบ้านทองหลาง  พานทอง  บางปลาสร้อย  บ้านนาเกลือ  เขตเมืองชลบุรี  ต่างก็มีผู้คนเข้าร่วมสมทบมากขึ้น  จนมีรี้พลเป็นกองทัพ  จากนั้นพระยาวชิรปราการก็เดินทางไปเมืองระยอง  โดยหมายจะเอาเมืองระยองเป็นที่ตั้งมั่นต่อไป  ครั้นถึงเมืองระยอง  พระยาระนองชื่อบุญ เห็นกำลังพลของพระยาวชิรปราการมีจำนวนมากยากที่จะต้านทานได้จึงพากันออกมาต้อนรับ  พระยาวชิรปราการจึงตั้งค่ายที่ชานเมืองระยอง  ขณะนั้นพวกกรมการเมืองระยองหลายคนแข็งข้อคิดจะสู้รบ  จึงได้ยกกำลังเข้าปล้นค่ายในคืนวันที่สองในการหยุดพัก  แต่พระยาวชิรปราการรู้ตัวก่อนจึงได้ดับไฟในค่ายเสียไม่ให้โห่ร้องหรือยิงปืนตอบรอจนพวกกรมการเมืองเข้ามาได้ระยะทางปืน  พระยาวชิรปราการก็สั่งยิงปืนไปที่พวกที่จะแหกค่ายด้านวัดเนิน  พวกที่ตามหลังมาต่างก็ตกใจและถอยหนี  พระยาวชิรปราการคุมทหารติดตามไปเผาค่ายและยึดเมืองระยองได้ในคืนนั้น
            
การที่พระยาวชิรปราการ (สินเข้าตีเมืองระยองได้และกรุงศรีอยุธยายังมิได้เสียทีแก่พม่าแต่ประการใด  จึงถือเสมือนเป็นผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง  ดังนั้น  พระยาวชิรปราการก็ระวังตนมิได้คิดตั้งตัวเป็นกบฏ  และเรียกคำสั่งว่า “พระประศาสน์” อย่างเจ้าเมืองเอก  พวกบริวารจึงเรียกว่า  พระยาตาก  ตั้งแต่นั้นมา
            เมื่อเจ้าตากตั้งตนเป็นอิสระที่เมืองระยอง  ส่วนเมืองอื่น ๆ ทางหัวเมืองชายทะเลตะวันออกนับตั้งแต่เมืองบางละมุง  เมืองชลบุรี  เมืองจันทบุรี  เมืองตราด ต่างก็ยังเป็นอิสระ  เจ้าตากจึงมีความคิดที่จะรวบรวมเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ไว้เป็นพวกเดียวกันเพื่อช่วยกันปราบปรามพม่าที่ล้อมกรุงศรีอยุธยา  และเล็งเห็นว่าเมืองจันทบุรีเป็นเมืองใหญ่กว่าหัวเมืองอื่น ๆ  มีเจ้าปกครองอยู่เป็นปกติมีกำลังคนและอาหารบริบูรณ์  ชัยภูมิก็เหมาะที่จะใช้เป็นที่ตั้งมั่นมากกว่าหัวเมืองใกล้เคียงทั้งหลาย  จึงแต่งทูตให้ถือศุภอักษรไปชักชวนเจ้าพระจันทบุรีช่วยกันปราบปรามข้าศึก  ในครั้งแรกก็ต้อนรับทูตโดยดีและรับว่าจะมาปรึกษาหารือกับเจ้าตากที่เมืองระยอง  ครั้นมือทูตกลับไปแล้ว  พระยาจันทบุรีกลับไม่ไว้ใจเจ้าตากเกรงจะถูกชิงเมืองจึงไม่ยอมไปพบ

บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์



สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ
 
            
                   สมเด็จพระนเรศวรมหาราช   เป็นโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาในราชวงศ์สุโขทัยกับพระวิสุทธิกษัตริย์  พระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  ประสูติเมื่อ  พ.ศ. ๒๐๙๘ ที่เมืองพิษณุโลกเมื่อพระชนมายุได้  ๙  พรรษา ทรงถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดี  เพราะพม่ายึดเมืองพิษณุโลกได้  ทรงได้รับการเลี้ยงดูในฐานะพระราชบุตรบุญธรรมเป็นเวลา  ๗ ปี  จน พ.ศ. ๒๑๑๒  กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พระมหาธรรมราชาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดี  และอนุญาตให้พระนเรศวรกลับกรุงศรีอยุธยา  และได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลกและมีตำแหน่งอุปราช  ระหว่างนั้นทรงทำสงครามกับเขมรและพม่า   เพื่อป้องกันอยุธยา พระเจ้าหงสาวดีเห็นดังนี้จึงคิดกำจัดพระนเรศวร  แต่พระองค์ทรงทราบจึงทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลา  ๑๕  ปี หลังจากประกาศอิสรภาพก็ทรงทำสงครามกับพม่าหลายครั้งและได้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมาไว้เป็นกำลังได้มาก  ต่อมาในพ.ศ. ๒๑๓๓  สมเด็จพระธรรมราชาสวรรคต  พระนเรศวรจึงเสด็จขึ้นครองราชย์และทรงสถาปนาพระเอกาทศรถพระอนุชาขึ้นเป็นพระมหาอุปราช พระราชภารกิจของพระองค์  ได้แก่  การทำศึกสงคราม  โดยเฉพาะสงครามครั้งสำคัญ  คือ  สงครามยุทธหัตถี  ที่ทรงรบกับพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย  ซึ่งพระองค์ทรงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดและถือเป็นพระเกียรติสูงสุด  เป็นวีรกรรมสุดยอดของกษัตริย์  แม้แต่ฝ่ายแพ้ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักรบแท้ หลังจากนั้นตลอดระยะเวลา ๑๕๐ ปี  กรุงศรีอยุธยาไม่ถูกรุกรานจากพม่าอีก  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมทั้งล้านนา ล้านช้าง  ไทใหญ่  และกัมพูชา  รวมถึงพม่า  ครั้งสุดท้าย  คือ  การเดินทัพไปตีเมืองอังวะ  ซึ่งพระองค์ประชวร  และสวรรคตที่เมืองหาง  ใน พ.ศ. ๒๑๔๘  พระชนมายุได้  ๕๐  พรรษา  เสวยราชสมบัติได้  ๑๕  ปี   สมเด็จพระนเรศวรมหาราช   ทรงเป็นวีรกษัตริย์ที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้กอบกู้เอกราชให้แก่กรุงศรีอยุธยา  ประชาชนชาวไทยจึงยกย่องพระองค์ให้เป็น  มหาราช  พระองค์หนึ่ง